กลิ่นปากและอาการท้องผูก

March 22, 2010 at 9:51 am | Posted in Beauty & Lifestyle, Deantal Health | Leave a comment
Tags: , , ,

ชื่อหรือไม่ว่า อาการท้องผูกก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นปากได้? บางคนที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นปากอาจจะสงสัยว่า ฉันก็ดูแลสุขอนามัยช่องปากเป็นอย่างดี ทำไมยังมีกลิ่นไม่พึงประสงค์หลุดรอดออกมาได้ล่ะเนี่ย?

โดยผลการวิจัยล่าสุดจากประเทศเดนมาร์กชี้ให้เห็นว่า เหตุที่อาการท้องผูกสามารถเป็นตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นปากได้แม้ว่าเราจะดูแลสุขภาพช่องปากดีขนาดไหนก็ตามนั้น เนื่องมาจากเวลาที่เรามีอาการท้องผูกนั้น กากอาหารที่ควรจะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายกลับยังคงรวมตัวอยู่ในลำไส้ของเรา ลองคิดดูแล้วกันว่า กากอาหารหรือของที่ควรจะเป็นของเสียต้องสะสมอยู่ในลำไส้ของเราสองสามวัน เรื่องกลิ่นอาจจะไม่ต้องพูดถึงเพราะยังไงก็เลี่ยงไม่ได้ แต่กลิ่นนั้นจะต้องหาทางออกซึ่งก็หนีไม่พ้นตามช่องจมูกหรือช่องปาก (เอ่อ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้รู้สึกแหยะนะคะ แค่ต้องการจะอธิบายให้พอนึกภาพออกว่าทำไม)

วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ ง่ายๆ เลยค่ะ คือต้องอย่าทำให้ท้องผูก ฟังดูเหมือนตอบแบบกำปั้นทุบดิน แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นการแก้ปัญหาแบบตรงจุดที่สุด ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เข้าข่ายขับถ่ายไม่ค่อยปรกติแล้วล่ะก็ ให้พยายามรับประทานอาหารที่มีใยอาหารและไขมันต่ำ อย่างผักและผลไม้ พยายามดื่มน้ำไม่จำเป็นต้องครั้งละมากๆ แต่ขอให้สม่ำเสมอในช่วงระหว่างวัน และที่สำคัญ ถ้ามีโอกาสก็อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำนะคะ

ทำอย่างไรให้เป็นคนที่ “ใช่” เมื่อต้องไปสัมภาษณ์งาน (ตอนจบ)

March 5, 2010 at 5:57 am | Posted in Brite Ideas | Leave a comment
Tags: , , , , , ,

หลังจากที่พูดถึงการเตรียมตัวสำหรับวันสัมภาษณ์งานไปเมื่อตอนที่แล้ว คราวนี้ก็มาถึงวันปล่อยของกันแล้ว นอกจากทีเด็ดที่เตรียมมาโชว์ในช่วงสัมภาษณ์แล้ว ยังมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่ควรมองข้าม ดังนี้

เตรียมลุคให้พร้อมสำหรับการสร้างความประทับใจครั้งแรก (First impression)

  • นอกจากเสื้อผ้าและเครื่องประดับแล้ว ความสะอาดของร่างกาย รวมไปถึงเล็บ หนวด เครา ก็เป็นสิ่งสำคัญ จำไว้ว่า ก่อนที่เราจะได้มีโอกาสอ้าปากพูดคุยกับคนสัมภาษณ์ สายตาของเขาต้องมองปราดมาที่เราตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนแน่นอน 
  • ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ “กลิ่น” หากคุณเป็นคนชอบฉีดน้ำหอมหรือใช้อาฟเตอร์เชฟ ให้ฉีดแค่พอประมาณ กลิ่นจะได้ไม่ฉุนเกินไป
  • กลิ่นปากก็เป็นเรื่องสำคัญ หากรู้สึกไม่มั่นใจก็อย่าลืมพกลูกอมหรือยาพ่นดับกลิ่นปากติดตัวไว้พ่นก่อนเข้าประชุม

มาถึงก่อนเวลาสัมภาษณ์

  • เผื่อเวลาให้มาถึงสถานที่นัดสัมภาษณ์ให้ได้ก่อนประมาณ 15 – 30 นาที เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากการจราจรติดขัด หลงทาง หรือต้องวนหาที่จอดรถ
  • ในกรณีที่วันนั้นอากาศร้อน หรือฝนตก คุณอาจต้องการเวลาตรวจเช็กเสื้อผ้าหน้าผมในห้องน้ำก่อนเล็กน้อย

ใช้เวลารอคอยอย่างฉลาด

  • หากมาถึงก่อนเวลาแล้วคุณต้องนั่งรอ ควรหาอะไรทำไปพลางๆ เช่น อ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่กำลังจะสัมภาษณ์ ซักซ้อมคำตอบในใจ หรือถ้าการทำทั้งสองอย่างที่กล่าวมาจะทำให้คุณตื่นเต้นเกินพิกัด ให้หายใจเข้า-ออกลึกๆ อย่างช้าๆ เพื่อลดความตื่นเต้นลง

ข้อพึงปฏิบัติในระหว่างการสัมภาษณ์

  • รักษามารยาทตลอดเวลา
  • สร้างบาลานซ์ระหว่างการสนทนา ไม่เป็นผู้ฟังหรือผู้พูดมากเกินไป
  • พยายามถามคำถามเปิด เพื่อให้อีกฝ่ายตอบคำถามได้ง่าย ด้วยวิธีนี้คุณจะรู้จักอีกฝ่ายได้ดีขึ้นว่าเขาต้องการอะไรจากคุณบ้าง
  • ระหว่างการพูดคุยควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงภาษาพูดที่ห้วนสั้นไม่เป็นทางการ รวมทั้งสแลง และศัพท์วัยรุ่นต่างๆ
  • ในระหว่างการพูดคุย สบตากับคนสัมภาษณ์ตลอด และไม่กลัวที่จะหัวเราะ ยิ้ม หรือถามคำถาม
  • หากคุณสนใจที่จะร่วมงานกับบริษัทนี้จริง ควรถามข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานให้ละเอียด เช่น มีอะไรบ้างที่จำเป็นต่อการทำงาน หรือผลงานจะถูกวัดอย่างไร รวมถึงผลตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ ที่คุณพึงจะได้ในการเป็นพนักงาน
  • หากผู้สัมภาษณ์ถามถึงเงินเดือนที่ต้องการ ให้คุณบอกตัวเลขที่คุณต้องการจริงๆ ที่สำคัญต้องเป็นตัวเลขที่ตรงกับที่คุณให้ไว้กับบริษัทจัดหางานด้วย
  • สิ่งสำคัญอีกข้อที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการจะรู้ก็คือ “คุณจะเข้ากับผู้ร่วมงานคนอื่นได้ดีแค่ไหน” ฉะนั้นคุณควรเตรียมพร้อมที่จะพูดคุยเรื่องสัพเพเหระต่างๆ ด้วย เช่น ดนตรี กีฬา นวนิยาย ฯลฯ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คุณต้องอยู่กับว่าที่นายจ้างเป็นเวลานานๆ หรืออาจต้องร่วมรับประทานอาหารกับเขา
  • สิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ การนินทานายจ้างเก่า หรือนำข้อมูลลับของบริษัทที่คุณเคยทำมาเปิดเผย

หลังการสัมภาษณ์หากคุณต้องการติดตามผลว่าจะได้หรือไม่ รอสักหนึ่งสัปดาห์แล้วจึงโทรศัพท์หรืออีเมลติดตามผลดูนะคะ

แม้ว่าทิปข้างต้นจะไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าคุณจะได้งานนั้นแน่ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะนอกเหนือจากความประทับใจแล้วยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่นายจ้างเค้าต้องพิจารณาด้วย แต่การเริ่มต้นที่ดีถือเป็นใบเบิกทางแห่งความสำเร็จที่ดีเสมอ โชคดีกันทุกๆ คนค่ะ

ทำอย่างไรให้เป็นคนที่ “ใช่” เมื่อต้องไปสัมภาษณ์งาน (ตอนที่ 1)

March 3, 2010 at 3:49 am | Posted in Brite Ideas | Leave a comment
Tags: , , , , , ,

ช่วงนี้ของปีเป็นช่วงที่กำลังจะมีบัณฑิตจบใหม่ออกมาอีกหลายพันคน ใครที่ตั้งใจจะเรียนต่อก็ขอให้มุ่งมั่นกันต่อไปนะคะ ส่วนคนที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน ซึ่งเป็นโลกของการแข่งขันที่กว้างใหญ่กว่าในห้องเรียนเยอะ การที่คุณจะเป็น “ผู้ที่ได้รับเลือก” ให้เข้าทำงานที่ไหนสักแห่ง เกรดเฉลี่ยที่เพอร์เฟ็กต์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่พาสปอร์ตสู่ความสำเร็จ วันนี้ เรามีเคล็ดลับในการเตรียมตัวให้เป็นคนที่ “ใช่” สำหรับการสัมภาษณ์งานมาฝากกันค่ะ

ก่อนวันสัมภาษณ์

หลังจากที่ร่อนใบสมัครไปหลายแห่ง ในที่สุดคุณก็ได้รับการติดต่อกลับ แต่นี่เป็นการสัมภาษณ์งานครั้งแรกของคุณ แล้วจะเริ่มจากอะไรดีล่ะ…

หาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัทและตำแหน่งงานที่คุณสมัคร

  • หาข้อมูลของบริษัทว่าที่นายจ้างจากสื่อต่างๆ ไว้ล่วงหน้า เช่น จากเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน ฯลฯ ถ้ารู้จักหรือสามารถติดต่อกับคนที่เคยทำงานในบริษัทนั้นๆ มาก่อนก็จะช่วยให้ข้อมูลเบื้องต้นได้
  • ศึกษาเกี่ยวกับตำแหน่งที่คุณสนใจ รวมไปถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งนั้นๆ ไว้ล่วงหน้า คุณควรแน่ใจก่อนว่าประสบการณ์และความต้องการของคุณนั้นสอดคล้องกับตำแหน่งงานจริงๆ
  • เตรียมคำถามและข้อสงสัยเพื่อถามในเวลาสัมภาษณ์

เตรียมพอร์ท / ผลงานในอดีตที่จะนำเสนอ

  • พอร์ทโฟลิโอ (Portfolio) หรือผลงานที่เคยทำในอดีตถือเป็นทีเด็ดอย่างหนึ่งของคุณในการที่จะทำให้ว่าที่นายจ้างของคุณรู้สึกประทับใจในตัวคุณ แต่พอร์ทไม่ใช่สมุดภาพวิชาประวัติศาสตร์ ฉะนั้นถ้างานใดดูเก่าเก็บเกินไปก็ไม่ควรจะนำเสนอ ที่สำคัญคุณต้องศึกษามาก่อนว่านายจ้าง / ผู้ที่สัมภาษณ์คุณนั้นเขาสนใจอะไรเป็นพิเศษ แล้วจึงปรับพอร์ทของคุณให้เหมาะสม
  • บางคนอาจจะแย้งว่า เพิ่งจบมาจะไปหาพอร์ทที่ไหนมาโชว์ล่ะ ผลงานในช่วงที่เรียนหรือช่วงฝึกงานค่ะ ช่วยคุณได้

ซ้อมเพื่อความชัวร์

  • หากคุณกังวลว่าจะทำตัวไม่ถูกในวันสัมภาษณ์ อาจจะชวนเพื่อนซี้หรือรุ่นพี่ หรือญาติที่เคยมีประสบการณ์การสัมภาษณ์งานมาแล้วให้ช่วยซักซ้อม โดยลองสมมติเหตุการณ์ในวันสัมภาษณ์ ถามคำถามและให้คุณได้ทำการพรีเซนต์ จากนั้นให้พวกเขาแนะนำและติชมการตอบคำถามและการนำเสนอของคุณ

ตรวจสอบเส้นทางและสอบถามการเดินทาง

  • หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อม คุณคงไม่อยากตกม้าตายด้วยการไปสัมภาษณ์สาย ดังนั้น เพื่อป้องกันความขลุกขลักและข้อผิดพลาด ควรสอบถามผู้ที่นัดสัมภาษณ์ถึงที่ตั้งของบริษัท และเส้นทางการเดินทางไว้ก่อนล่วงหน้า รวมถึงเรื่องที่จอดรถด้วย

เตรียมตัว

สิ่งสำคัญที่สุด นอกเหนือจากการเตรียมเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายและลุคถือเป็นสิ่งแรกๆ ที่จะทำให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความประทับใจในตัวเรา บางที “บุคลิกภาพ” กลับกลายเป็นสิ่งที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้สัมภาษณ์ให้ความสำคัญมากกว่าความสามารถที่ท้วมท้นเสียอีก ดังนั้นการเตรียมตัวให้ดูดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งรวมไปถึง

  • เสื้อ ผ้า หน้า ผม เช็กให้เหมาะสม หนุ่มๆ ที่ปล่อยเซอร์ตอนช่วงเรียน ทั้งผมยาว ฟู หรือแต่งตัวแนวรุงรัง พยายามสร้างความประทับใจด้วยความเรียบร้อย ผมที่ยาว ฟู ควรตัดให้เรียบร้อย หรือถ้ามันยากที่จะฝืน ในวันสัมภาษณ์ควรจะรวบให้เรียบร้อย น้องผู้หญิงก็เช่นกันนะคะ ส่วนเสื้อผ้าสำหรับการนัดสัมภาษณ์ครั้งแรก ควรแต่งแบบเรียบร้อยเป็นธรรมชาติ และไม่เป็นจุดเด่นเกินไป การแต่งกายแบบธุรกิจ (Business Attire) ดูจะเหมาะสมที่สุด
  • สาวๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงเสื้อสายเดี่ยว เสื้อผ้ารัดรูป เอวลอย
  • สำหรับเครื่องประดับและแอสเซสเซอรีส์ทั้งหลายควรใส่แค่พอเหมาะ หลีกเลี่ยงการใส่เครื่องประดับที่ส่งเสียงดัง และรุ่มร่าม
  • เลือกรองเท้าที่เหมาะกับชุดที่สวมใส่  ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าแตะ (โดยเฉพาะการสัมภาษณ์ครั้งแรก)
  • รอยยิ้ม ถือเป็นใบเบิกทางสู่การสร้างความประทับใจและความคุ้นเคย ตรวจสอบรอยยิ้มของคุณกับกระจกเพื่อดูว่ามีฟันหลอ ฟันผุ หรือไม่ ถ้ามีปัญหาภายในช่องปาก อันเป็นที่มาของกลิ่นปาก ควรแวะไปพบคุณหมอฟัน ในกรณีที่ฟันมีสีหม่น หากมีกำลังทรัพย์เพียงพอ การฟอกฟันขาวถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจทางหนึ่งค่ะ

เตรียมตัวกันพร้อมขนาดนี้แล้ว นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ถ้าจะการสัมภาษณ์ครั้งนี้น่าประทับใจแบบสมบูรณ์แบบ ก็ต้องดูกันในวันจริงล่ะค่ะ ส่วนเคล็ดลับสำหรับวันพิชิตใจว่าที่นายจ้างใหม่จะเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไปค่ะ

ใครกลัวหมอฟัน…ฟังทางนี้ (ตอนที่ 2)

February 26, 2010 at 3:17 am | Posted in Beauty & Lifestyle, Deantal Health | Leave a comment
Tags: ,

โรคกลัวหมอฟัน

ในตอนก่อนหน้านี้ได้ยกตัวอย่างเหตุผลที่ทำให้คนกลัวหมอฟัน ทั้งๆ ที่หมอฟันยุคใหม่นี้เป็นหมอฟันที่ใจดีซะเป็นส่วนมาก (อย่างน้อยก็จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราเองแหละ) วันนี้ตามสัญญาค่ะ เรามาพร้อมเทคนิคที่จะทำให้คุณคลายความกลัวจากหมอฟันลง

  • ระบายความกลัวและความกังวลของคุณออกมาให้คุณหมอฟัง ไม่ต้องกลัวว่าคุณหมอจะดุหรือจะหัวเราะเยาะความกลัวของคุณหรอกนะคะ ในกรณีที่บังเอิญไปเจอคุณหมอหรือเจ้าหน้าที่ที่ไม่ให้ความสำคัญกับความกังวลและความกลัวของคุณ เปลี่ยนหมอฟันใหม่เลยค่ะ ยังมีหมอฟันดีๆ อีกมากมายในเมืองไทยให้คุณเลือก
  • ให้คุณหมออธิบายขั้นตอนการรักษาคร่าว ๆ อย่างน้อยการที่ได้รับรู้ว่ากำลังจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างอาจจะทำให้คุณสบายใจขึ้น
  • หากสาเหตุของความกลัวหมอฟันของคุณอยู่ที่ความอายเพราะไม่ได้พบหมอมานาน ทิ้งความอายเอาไว้ที่บ้าน แล้วรวบรวมความกล้าบอกคุณหมอถึงปัญหาของคุณอย่างตรงไปตรงมา เชื่อเถอะค่ะ ว่าคุณหมอเห็นปัญหาเกี่ยวกับช่องปากมานักต่อนักแล้ว ปัญหาของคุณอาจจะกลายเป็นแค่เรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยก็ได้
  • ทำตัวให้ผ่อนคลาย ที่คลินิกฟันบางแห่ง จุดเทียนหอมเพื่อกลบกลิ่นยาหรือกลิ่นของคลินิกที่ทำให้บางคนหวาดหวั่น ในขณะที่คุณหมอกำลังลงมือทำฟันก็จะเปิดเพลงเบาๆ แบบฟังสบาย เพื่อให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลายแทนที่จะไปจดจ่ออยู่แต่กับการรักษา
  • หากขั้นตอนของการรักษาจะต้องมีการฉีดยาเข้าที่บริเวณเหงือก อาจจะขอให้คุณหมอทาเจลชา (topical anaesthetic)  บริเวณที่จะฉีดก่อน หรือคุณหมอบางคนอาจใช้วิธีการชวนคุยในขณะฉีดยาเพื่อให้คุณคลายความกังวลจากการกลัวความเจ็บเนื่องจากเข็มฉีดยา
  • หากวิธีที่กล่าวมาข้างต้นยังไม่ทำให้คุณคลายความกลัวลงได้ “ยาสลบ” คงเป็นคำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหานี้ล่ะค่ะ แต่อย่าหวังว่าจะขอให้คุณหมอทำให้เราสลบพร่ำเพรื่อได้นะคะ เพราะการตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ก็คงต้องอยู่ภายใต้วิจารณญาณของคุณหมอแต่ละท่านล่ะค่ะ

โรคกลัวนี้ ถามว่าทำให้หายได้มั้ย คำตอบคือได้ค่ะ แต่ต้องอาศัยใจที่เข้มแข็งของเราด้วยว่ามีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความกลัวมากแค่ไหน สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหานี้ ลองเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่ต่อการไปหาหมอฟันว่าเราไปเพื่อทำให้ความเจ็บปวดนั้นหาย และคุณหมอฟันก็คือคนที่จะช่วยเราได้ ยังไงก็เอาใจช่วยให้ทุกคนชนะความกลัวในครั้งนี้ไปให้ได้นะคะ…

ใครกลัวหมอฟัน…ฟังทางนี้ (ตอนที่ 1)

February 25, 2010 at 9:54 am | Posted in Beauty & Lifestyle, Deantal Health | Leave a comment
Tags: ,
กลัวหมอฟัน

การไปพบหมอฟันสำหรับบางคนเปรียบเสมือนฝันร้าย ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

ทั้งๆ ที่เป็นผู้ที่ทำให้สุขภาพปากและฟันของเราสมบูรณ์ แข็งแรง แต่ไม่น่าเชื่อว่า “หมอฟัน” จะเป็นอันดับต้นๆ ของบุคคลบนบัญชีดำที่หลายคนรู้สึกกลัวที่จะเจอ ยิ่งใครที่เคยดูหนังสยองแหยะอย่าง The Dentist ทั้งสองภาค (ทั้งๆ ที่ภาคเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว) คงจำภาพความโหดที่แอบจิตของหมอฟันในเรื่องได้เป็นอย่างดี

บางคนกลัวการไปหาหมอฟันมากถึงขนาดยอมทนปวด ปล่อยให้เหงือกอักเสบมากจนแทบจะเคี้ยวไม่ได้ เราเองตอนเด็กๆ จำได้ว่าไปหาหมอฟันบ่อยอยู่ไม่น้อย และไปทีไรก็ต้องร้องลั่นทุกครั้งไป แต่ถามว่าตอนนี้กลัวการไปหาหมอฟันมั้ย? คำตอบคือไม่ แล้วสงสัยมั้ยคะว่าทำไมบางคนถึงได้กลัวแบบจับจิตขนาดนั้น

เหตุผลที่คนกลัวหมอฟัน

เหตุผลที่ทำให้คนเรากลัวหมอฟันนั้นมีหลากหลาย บางเหตุผลสำหรับคนทั่วไปอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร แต่อย่าลืมว่าต่างคนก็ต่างประสบการณ์ ต่างความรู้สึกนะคะ บางทีแค่เพียงกลิ่นของคลินิกก็ทำให้บางคนถึงกับขาสั่น จะเดินเข้าคลินิกทีต้องอาศัยแรงดันจากคนใกล้ตัวกันเลยทีเดียว และต่อไปนี้เป็นเหตุผลยอดฮิตที่ทำให้คนกลัวการไปหาหมอฟัน แต่อย่ารู้สึกว่าคุณแปลกแยกแต่อย่างใดนะคะ เพราะนอกจากคุณแล้ว การสำรวจยังพบว่าอัตราคนที่เป็นโรคกลัวหมอฟัน หรือ dentist phobia นั้นมีมากหลายล้านคนทั่วโลกเชียวค่ะ

  • ผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีในการไปหาหมอฟันมาก่อน ซึ่งหมายรวมถึงความเจ็บปวดที่ฝังใจจากการทำฟันครั้งก่อน บางคนกลัวเข็ม บางคนรู้สึกไม่ประทับใจกับตัวหมอฟันเอง หรือการบริการของพนักงานในคลินิก
  • อายที่จะให้คนอื่น (หมอฟัน) เห็นสภาพที่ไม่น่าดูของเหงือกและฟันของตัวเอง ยิ่งคนที่ละเลยหรือหลงลืมการหาหมอฟันมาเป็นเวลานาน จะตัดสินใจทีก็คิดแล้วคิดอีก กลัวหมอจะว่าเอา
  • รู้สึกหวาดๆ เวลาที่คุณหมอเอาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทำฟันมาใส่ในปาก ความกังวลนี้พาลจะทำให้บางคนถึงกับหายใจไม่ค่อยออกได้
  • เคยทำฟันกับคุณหมอมือหนัก บางทีคุณหมออาจจะเอาใจใส่กับขั้นตอนการรักษามากเกินไปจนลืมนึกถึงเราไปว่าจะเจ็บมั้ย ปวดมั้ย ทำให้เราเกิดความเข็ด
  • ความกลัวที่เกิดจากการเหมารวม หรือคิดเอาเองว่าหมอฟันที่เห็นในหนัง หรือฟังที่ใครๆ เล่ามาก็น่าจะโหดเหมือนกัน
  • ในกรณีที่เกิดมาชาตินี้คุณยังไม่เคยย่างกรายไปหาหมอฟัน ความกลัวที่คุณมีอยู่นั้นอาจจะเป็นความกลัวที่ไม่มีสาเหตุ

ไม่ว่าความกลัวหมอฟันของคุณนั้นจะเกิดจากสาเหตุข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ขอให้เชื่อว่าความกลัวนี้มีทางทำให้หายได้ค่ะ ส่วนวิธีจะมีอะไรบ้างนั้น ติดตามต่อตอนต่อไปนะคะ

ทำอย่างไรให้ขาวทน…ขาวนาน?

February 24, 2010 at 9:31 am | Posted in Beauty & Lifestyle | Leave a comment

ฟันขาวแข็งแรง

อย่างที่บอกไปเมื่อวานนี้ว่าการฟอกสีฟันก็เหมือนกับการออกกำลังกายและการลดน้ำหนัก คือถ้าเริ่มเห็นผลแล้วเราเกิดชั่งใจ ปล่อยปะละเลย ไม่ดูแลรักษา ฟันขาวสวยที่เราเห็นอาจจะกลายเป็นความงามเพียงชั่วคราวได้ วันนี้จึงถือโอกาสนำทิปการดูแลสุขอนามัยในช่องปากสำหรับคนที่ฟอกสีฟันมาฝากกันค่ะ

เนื่องจากในการฟอกสีฟันนั้นจะมีขั้นตอนของการขจัดคราบที่เกาะอยู่บนเคลือบฟัน ซึ่งเป็นผลทำให้ฟันสะอาดและดูขาวขึ้น ความหนาของตัวเคลือบฟันหรือ enamel ของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันไป ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้สีฟันของแต่ละคนก็ต่างกันออกไปด้วย และเป็นเหตุผลว่าทำไมระดับความขาวหลังการฟอกสีฟันของแต่ละคนถึงแตกต่างกัน

เมื่อฟอกสีฟันจนมีฟันที่ขาวขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญอยู่ที่เราจะทำอย่างไรที่จะรักษาความขาวนั้นให้คงทนและไม่ทำให้สีฟันกลับไปหม่นก่อนเวลาอันควร ข้อแนะนำที่ทำได้ไม่ยากมีดังนี้

  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้มหรือมีผลต่อสีฟัน อาทิ ชา กาแฟ ไวน์แดง น้ำอัดลม ผักสีเขียวเข้ม ฯลฯ อย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังฟอกฟันขาวมา
  • สำหรับคนที่สูบบุหรี่หรือติดชา-กาแฟ หากไม่คิดว่าตัวเองจะเลิก (สูบ) หรือลดปริมาณการดื่มชา-กาแฟลงได้ ควรปรึกษาคุณหมอที่ฟอกสีฟันให้คุณเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลฟันที่ผ่านการฟอกมา หรือชุด whitening kit หลังจากที่ฟอกมา 2-3 วันแล้ว

การดูแลรักษาฟันที่ฟอกมาไม่ใช่สิ่งที่จะทำแค่ 2-3 ครั้งแล้วเลิกหากต้องทำเป็นประจำเพื่อผลลัพธ์ที่คงทนยาวนาน นอกจากการดูแลโดยใช้ชุด whitening kit แล้วการกลับไปพบหมอฟันสม่ำเสมอ (ระยะเวลาแล้วแต่คุณหมอจะนัด) ก็เป็นข้อพึงปฏิบัติที่ไม่ควรลืมเช่นกัน

สละเวลาในการดูแลเอาใจใส่ฟันที่ฟอกมาสักนิด แล้วยิ้มของเราจะขาวสดใสยาวนานขึ้นค่ะ

ทำไมต้องฟอก (ฟัน)???

February 23, 2010 at 11:22 am | Posted in Beauty & Lifestyle | Leave a comment
Tags: , ,
Older Couple Smile

การมีฟันที่ขาวทำให้รอยยิ้มดูสดใส และดูเด็กลงกว่าอายุได้

“คุณอยากมีฟันที่ขาวสวยมั้ย?” คำถามในแนวกึ่งเชื้อชวนที่เรามักจะได้ยินหรือได้เห็นตามสื่อโฆษณาของคลีนิคหรือผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟันที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน ยุคที่ใครๆ ก็อยากมีฟันที่ขาวสวยด้วยกันทั้งนั้น

ถ้าจะถามว่าทำไมการฟอกสีฟัน หรือ teeth whitening จึงเป็นเทรนด์ที่ฮิตติดลมบนในปัจจุบัน คำตอบก็คือถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากยิ้มโชว์สีหม่นแกมเหลือง ถ้าจะบอกว่าฟันยิ่งคล้ำยิ่งมีเสน่ห์ ก็ดูจะหลงยุคเพราะเราเลิกกินหมากกินพลูกันไปนานแล้ว

เหตุผลที่คนอยากฟันขาว…

เพราะฟันที่ขาวเป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับรอยยิ้ม รอยยิ้มที่มีเสน่ห์ก็คือกุญแจในการสร้างความประทับใจให้กับคนที่พบเห็น ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจฟอกสีฟันนั่นก็เพื่อเป็นการเตรียมตัวให้ดูดีพร้อมรับโอกาสสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นวันแต่งงาน การสัมภาษณ์งานใหม่ ออกเดทนัดสำคัญ ฯลฯ อีกนัยน์หนึ่งก็เป็นการสร้างความมั่นใจและเพิ่มความเชื่อมันในตัวเองให้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ความมั่นใจสร้างได้ด้วยรอยยิ้ม

คงไม่ดีแน่ หากทุกครั้งที่เรายิ้มหรือหัวเราะแล้วต้องคอยเอามือปิดปากอยู่ตลอดเวลา เพราะนั่นเป็นการบ่งบอกว่าเราพยายามที่จะซ่อนสิ่งไม่พึงประสงค์บางอย่างจากสายตาผู้คน ซึ่งจะทำให้เราดูเป็นคนไม่ค่อยมีความมั่นใจไป การฟอกสีฟันให้ขาวขึ้นจึงเป็นหนทางในการเพิ่มดีกรีความมั่นใจ และเห็นผลได้เร็ว โดยเฉพาะในปัจจุบันเทคโนโลยีในการฟอกสีฟันก้าวหน้าไปมาก คุณสามารถมีฟันขาวสวยได้ภายใน 1 ชั่วโมงเท่านั้น ในขณะที่วิธีดั้งเดิมอย่างการใช้ถาดฟอกสีฟัน  (Bleaching tray) นั้นจะใช้เวลานานถึง 2 สัปดาห์

ดูเด็กได้ด้วยฟัน

สำหรับวัยคนที่อายุ 35 อัพ แรงจูงใจที่ทำให้อยากมีฟันขาวอาจจะแตกต่างจากคนหนุ่มสาว นั่นเป็นเพราะการมีฟันที่ขาวทำให้รอยยิ้มดูสดใส และดูเด็กลงกว่าอายุได้นั่นเอง

การฟอกฟันขาวเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอังกฤษและอเมริกา ทำให้มีการพัฒนาเทคนิคในการฟอกสีฟันให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของคนที่อยากจะมีฟันขาวควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีให้มีความทันสมัยและปลอดภัยควบคู่กันไป ในประเทศไทยเองก็มีคลินิกที่ให้บริการด้านดังกล่าวอยู่หลายแห่ง โดยมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่พัฒนาในต่างประเทศเข้ามาให้บริการ

ฟอกสีฟันแบบไหนเหมาะกับเรา?

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า การฟอกฟันขาวนั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ไปฟอกสีฟันที่คลีนิค ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และ ฟอกสีฟันเองที่บ้าน ซึ่งอย่างหลังแม้จะมีค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งน้อยกว่า แต่ก็ใช้เวลานานกว่าในการที่จะแสดงผลลัพท์ออกมาเช่นกัน

ถึงแม้ค่าใช้จ่ายจะเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพิจารณาว่าคุณควรจะเลือกฟอกฟันแบบไหน อีกสิ่งหนึ่งที่คุณควรนำมาช่วยในการตัดสินใจก็คือ คุณมีไลฟ์สไตล์แบบไหน หากคุณเป็นประเภทที่งานยุ่งจัดเสียจนไม่ค่อยมีเวลามานั่งบีบเจล ทามูสฟอกสีฟันทุกๆ วันติดต่อกันสักระยะหนึ่ง การไปทำทรีทเมนต์ฟันขาวน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าเทคโนโลยีในการฟอกสีฟันเดี๋ยวนี้พัฒนาไปมาก ทำให้ขั้นตอนของการฟอกสีฟันที่คลีนิคในปัจจุบันใช้เวลาไม่นาน และกรรมวิธีที่ใช้ก็ไม่ก่อให้เกิคความเจ็บปวดอย่างที่หลายๆ คนกลัวกัน ที่สำคัญปลอดภัยเนื่องจากทำภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคิดดูให้ดี การฟอกฟันขาวก็คล้ายๆ กับการลดน้ำหนักและการออกกำลังกาย คือต้องทำแบบต่อเนื่องจึงจะรักษาคุณประโยชน์นั้นให้อยู่ต่อไป หากฟอกสีฟันให้ขาวในครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้นควรมีการดูแลรักษาและพบทันตแพทย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดูแลหลังจากฟอกสีฟันมาแล้วต้องทำอย่างไรบ้างนั้น จะเอาข้อมูลมาฝากกันในโอกาสต่อไปค่ะ

เมื่อจะสวยด้วยทันตกรรม…

February 22, 2010 at 9:17 am | Posted in Beauty & Lifestyle | Leave a comment
Tags: , , , , , ,

เดี๋ยวนี้ความสวย ความหล่อ ไม่ได้มองกันแค่ผิวเผินเสียแล้ว การมีหน้าตาท่าทางที่ดูดีแต่มีรอยยิ้มที่ (สี) หมองหม่นไม่สดใสทำให้ดีกรีความสวยความหล่อนั้นดร็อปไปหลายเปอร์เซ็นต์ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนยุคใหม่หันมาให้ความใส่ใจกับ ”ทันตกรรมเพื่อความงาม” หรือ Cosmetic Dentistry กันมากขึ้น สำหรับหลายคนที่กำลังสนใจเทรนด์ที่ว่านี้ วันนี้เรามีข้อควรรู้เล็กๆ น้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน

ทันตกรรมเพื่อความงาม…คืออะไร?

คือกรรมวิธีที่ช่วยทำให้ฟัน หรือจะให้ตรงประเด็นมากขึ้นก็คือรอยยิ้มของเราสวยงามขึ้น แล้ววิธีที่ว่านี้ก็มีอยู่หลายทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการฟอกสีฟัน การจัดฟัน ทันตกรรมรากฟันเทียม การเคลือบผิวฟัน การศัลยกรรมทั้งปาก ฯลฯ ซึ่งต้องยอมรับว่าค่าใช้จ่ายของแต่ละกรรมวิธีนั้นแตกต่างกันไป ที่สำคัญก็คือ ใช่ว่ามีเงินแล้วจะหลับตาจิ้มว่าอยากยกเครื่องใหม่ทำศัลยกรรมทั้งปากได้ทุกคนเสมอไป เพราะกรรมวิธีบางอย่างอาจมีข้อจำกัดสำหรับคนบางคน ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าทำไปอาจจะออกแนวเสียเงินเปล่าก็เป็นได้ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเราควรมาทำความรู้จักกับทันตกรรมเพื่อความงามให้มากขึ้นอีกสักนิดนะคะ

การฟอกสีฟัน

เป็นกรรมวิธีที่ง่ายและถูกที่สุดเมื่อเทียบกับทันตกรรมเพื่อความงามแขนงอื่นๆ เมื่ออายุยิ่งมากขึ้น สีฟันของเราที่ผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานานก็จะหม่นลง กอปรกับปัจจัยอื่นๆ ของเจ้าของฟัน ไม่ว่าจะเป็นการดื่มชา กาแฟ หรือสูบบุหรี่ ที่ทำให้สีฟันของเราผิดเพี้ยนไปจากเดิม จนการแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

ในปัจจุบันกรรมวิธีในการฟอกสีฟันให้ขาว สวยนั้นพัฒนาไปมาก ที่สำคัญไม่เจ็บปวดเหมือนที่เราเคยรับรู้ในอดีต แม้เราจะหาซื้อผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟันมาทำเองที่บ้านได้ แต่ในการทำเริ่มแรกขอแนะนำว่าควรอยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอาจตามด้วยการซื้อผลิตภัณฑ์มาดูแลต่อที่บ้าน ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์หรือคำอธิบายที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด

การจัดฟัน

แต่ก่อนถ้าพูดถึงการจัดฟัน หลายคนอาจทำหน้าเบ้ เพราะนั่นหมายถึงการเอาเหล็กมาใส่ไว้ในปาก ดูแล้วไม่สวยเอาเสียเลย แต่ปัจจุบันเหล็กที่ใช้ในการจัดฟันนั้นได้รับการดีไซน์ให้มีสีสันและดูดีมากขึ้น ที่สำคัญวัสดุที่ใช้ นอกจากจะเป็นเหล็กแบบดั้งเดิมแล้ว ยังมีแบบพลาสติกอีกด้วย ทำให้การจัดฟันเดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำเพื่อให้ฟันสวยงามเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่หลายคนเลือกที่จะจัดฟันเพราะต้องการอินเทรนด์อีกด้วย

ทันตกรรมรากฟันเทียม

คงไม่มีใครที่อยู่ดีๆ จะลุกขึ้นมาบอกว่า “ฉันอยากทำรากฟันเทียม” โดยไม่มีสาเหตุ เพราะกรรมวิธีดังกล่าวนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงแล้วยังเป็นกรรมวิธีที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เนื่องจากจะต้องทำให้รากฟันที่ทำขึ้นมาใหม่นั้นใช้งานได้ดีหรือเข้ากับของที่มีอยู่เป็นอย่างดี

การเคลือบผิวฟัน

เป็นอีกหนึ่งกรรมวิธีที่ทำให้ฟันของเราสวยสมบูรณ์ โดยการนำวัสดุอย่างพลาสติกเรซิน หรือเซรามิคมาเติมเต็มหรือเคลือบฟันซี่ที่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากแตก บิ่น หรือห่างกัน

ศัลยกรรมทั้งปาก

ฟังดูอาจไม่ค่อยคุ้นหูเท่าการทำศัลยกรรมทั้งตัว แต่การทำศัลยกรรมทั้งปากนั้นมีจริงๆ ค่ะ ซึ่งผู้ที่จำเป็นต้องใช้บริการประเภทนี้ก็คือคนที่บังเอิญเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนทำให้ฟันร่วงหมดปาก หรือฟันได้รับความเสียหายจนเกินเยียวยาด้วยวิธีที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ที่สำคัญใช่ว่าคลินิกทันตกรรมทุกแห่งจะให้บริการดังกล่าวนะคะ เพราะนี่เป็นการรักษาที่ค่อนข้างเฉพาะทาง และราคาสูงเอาการทีเดียวค่ะ

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคุณจะเลือกหรือจำเป็นต้องเข้ารับการทำทันตกรรมประเภทไหน ควรศึกษารายละเอียดหรือไม่ก็แวะเข้าไปปรึกษากับคุณหมอฟันโดยตรงเลยก็จะเป็นการดีค่ะ ขอให้ฟันดีมีสุขกันทุกคนนะคะ

นิทานฟันหลอ!

February 19, 2010 at 11:25 am | Posted in Beauty & Lifestyle | Leave a comment

จำได้มั้ยว่าตอนเด็กๆ เวลาฟันน้ำนมหัก ผู้ใหญ่มักจะบอกว่าอย่าไปโยนทิ้งเปะปะนะ ให้จับฟันน้ำนมที่หลุดออกไว้ให้มั่นในมือ หันหลังให้กับหลังคาหรือว่าที่สูงๆ แล้วโยนข้ามไหล่ขึ้นไปกะให้ฟันขึ้นไปอยู่บนนั้นพอดี เรื่องนี้มันเป็นเพียงการหลอกเด็กหรือมีเหตุผลอะไรที่สามารถอธิบายให้เป็นเป็นวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่ ?

ที่จริงแล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับจิตวิทยาล้วนๆ โดยเหตุผลก็คือต้องการให้เด็กเกิดความสบายใจเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่เด็กอาจรู้สึกว่าเป็นความสูญเสีย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อจิตใจที่เปราะบางได้ง่ายๆ ฟันที่หลอหรือไม่สวยเป็นเหตุให้เด็กเกิดความกังวลใจ ยิ่งถ้าถูกเพื่อนล้อว่า “ว้าย ฟันหลอ” หรือ เวลาเดินมาแล้วเพื่อนตะโกนมาว่า “ไอ้หลอมาแล้ว” ก็จะทำให้เด็กเสียความมั่นใจจนอาจไม่อยากไปโรงเรียนหรือออกจากบ้านเลย ผู้ใหญ่ในสมัยโบราณจึงคิดค้นหลักคิดและความเชื่อนี้ขึ้นเพื่อปลอบขวัญ และสร้างกำลังใจให้กับลูกหลาน นับว่าเป็นนวัตกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมที่มาก่อนพัฒนาการด้านจิตวิทยาเด็กหลายเท่า

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)

เขี้ยว…เสน่ห์ของรอยยิ้ม?

February 17, 2010 at 7:03 am | Posted in Beauty & Lifestyle | Leave a comment
ฟันเขี้ยว

ฟันเขี้ยวช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับรอยยิ้มของคุณได้จริงหรือ?

เมื่อก่อนตอนยังเยาว์วัยกว่านี้ เคยตกอยู่ในยุคของ “เขี้ยว” ฟีเวอร์ คือใครยิ้มแล้วมีฟันโผล่ออกมานี่ถือว่าน่ารัก ในขณะที่บางคนกลับมองว่าคนมีเขี้ยวนี่เหมือนเป็นคนฟันเกิน ฟันเรียงตัวผิดปรกติหรือเปล่า ความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น วันนี้ได้รู้กัน

ฟันเขี้ยว คือฟันที่มีปลายแหลมและมีความนูนมากกว่าฟันซี่อื่น จริงๆ แล้วทุกคนต่างก็มีคนละ 4 ซี่ โดยแบ่งเป็นฟันบน 2 ซี่ ฟันล่าง 2 ซี่ หน้าที่ของฟันเขี้ยวก็คือช่วยในการฉีกหรือตัดอาหาร

พอมาถึงตรงนี้ทุกคนคงเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าทุกคนต่างก็มีฟันเขี้ยว แล้วทำไมบางคนถึงมีเขี้ยวโชว์เด่นออกมาแบบนั้นล่ะ? คำตอบก็คือเพราะฟันเขี้ยวของพวกเขาเหล่านั้นเกิดการบิดตัวซ้อนเกออกมานอกแนว ไม่ได้อยู่ในแนวเดียวกันกับฟันซี่ข้างๆ ทำให้เวลายิ้มจึงมองเห็นว่ามีฟันเขี้ยวเด่นออกมา

แล้วฟันเขี้ยวนั้นมีเสน่ห์จริงไหม ?

สำหรับบางคนเขี้ยวจะทำให้ความน่ารักเพิ่มขึ้นได้ในเวลายิ้ม แต่ไม่ได้หมายความว่าเขี้ยวจะเป็นเสน่ห์ของผู้หญิงทุกคน ในยุคหนึ่งที่กระแสของ “เขี้ยวเสน่ห์” ยังเข้มข้น หลายคนถึงกับวิ่งหาหมอฟันพร้อมกับรูปดาราที่ชื่นชอบและบอกว่าอยากมีเขี้ยวบ้าง เคยสงสัยกันบ้างไหมค่ะว่าเขี้ยวนี้ทำกันได้ด้วยเหรอ? แล้วทำกันอย่างไร ? มีข้อเสียหรือไม่ ? แล้วถ้าเกิดเบื่อ ไม่อยากมีเขี้ยวแล้ว จะแก้ไขกลับคืนมาได้หรือไม่ ?

เสริมเขี้ยว ทำได้ยังไง?

การทำเขี้ยวนั้น เป็นการเปลี่ยนรูปร่างของฟันให้มองดูเหมือนฟันเขี้ยวที่เด่นขึ้นมาจากฟันซี่ข้างๆ ในกรณีที่ฟันเขี้ยวเรียงตัวอยู่ในแนวฟันปกติ โดยใช้วัสดุอุดฟันที่มีสีเหมือนฟันธรรมชาติ ปิดทับลงบนฟันเขี้ยวและตกแต่งรูปร่างให้ฟันเขี้ยวที่มีอยู่นูนเด่นมากขึ้น โดยใช้วัสดุเป็นเรซินที่ใช้อุดฟันหน้า และตัววัสดุอุดที่ใช้มักจะติดกับฟันได้ด้วยสารที่ช่วยในการยึดฟัน

อีกวิธีหนึ่งทำได้โดยการกรอผิวหน้าฟันออกบางส่วน จากนั้นจะพิมพ์ปากเพื่อทำแบบจำลองฟัน แล้วนำมาทำในแล็บ เมื่อได้ชิ้นงานของฟันเขี้ยวที่ตกแต่งขึ้นมาแล้ว จึงนำกลับมาติดลงบนฟัน วิธีนี้สามารถใช้วัสดุพวกพอร์ซเลน ซึ่งมีความสวยงามและคงทนมากกว่าวัสดุอุดฟัน แต่จะเสียเวลามากกว่า

แต่การที่มีฟันเรียงตัวเป็นระเบียบอยู่แล้วนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าการตกแต่งฟันให้มีเขี้ยว เนื่องจากมักจะมีปัญหาเหงือกอักเสบตามมาภายหลัง ซึ่งเกิดจากการนูนเกินไปของฟัน และจะทำให้การดูแลรักษาความสะอาดทำได้ยากกว่าด้วย แถมบางคนติดเพชรหรือคริสตัลที่ปลายฟันเขี้ยว เมื่อเวลาผ่านไป คริสตัลหรือเพชรนั้นหลุดออก ช่องว่างตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่สะสมของคราบแบคทีเรีย ก่อให้เกิดการผุของฟันในบริเวณนั้นได้

เบื่อเขี้ยวแล้ว กำจัดได้หรือไม่?

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป กระแสเขี้ยวเสน่ห์ก็เริ่มจืดจาง แล้วเราจะทำยังไงกับเขี้ยวที่อุตส่าห์ไปเสียเงินทำมาดีล่ะเนี่ย? คำตอบคือ ในเมื่อเราสร้างมันขึ้นมาได้ก็กำจัดได้ แต่คงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอฟันนะคะ

ถ้าการทำเขี้ยวแต่เดิมนั้นเป็นเพียงการเติมวัสดุอุดลงบนฟันให้นูนเด่นออกมา วิธีแก้ไขอาจทำได้โดยการกรอแต่งวัสดุอุดนั้นออกไป และขัดแต่งฟันเขี้ยวให้มีรูปร่างดังเดิม แต่ถ้าเป็นการติดชิ้นงานฟันเขี้ยวที่ตกแต่งให้นูนเด่นบนฟันแล้วละก็ คงต้องให้คุณหมอช่วยนำชิ้นงานนั้นออก และพิมพ์ปากเพื่อส่งทำชิ้นงานใหม่ที่มีรูปร่างฟันเหมือนเดิมกลับมาติดแทน

จะว่าไป การมีฟันที่เรียงตัวสวยอยู่แล้วเนี่ยดูจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้วนะคะ แต่หากเราต้องการเพิ่มเสน่ห์ให้กับรอยยิ้มของเราแล้วล่ะก็ การดูแลสุขภาพปากและฟันให้แข็งแรงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีของทันตกรรมเพื่อความงามได้ก้าวหน้าไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการฟอกฟันขาว การจัดฟัน หรือการเติมเต็มช่องว่างระหว่างฟัน นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้วการมีบุคลิกภาพที่ดี สุขภาพจิตดี ร่าเริง แจ่มใส น้ำใจงาม ดูจะเป็นมนต์เสริมเสน่ห์ชั้นดีให้กับตัวเราเลยล่ะค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง บทความของ ทญ.อรุณี จงธนากร ตีพิมพ์ในนิตยสารใกล้หมอ

Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com. | The Pool Theme.
Entries and comments feeds.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.